ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ชูความสำเร็จของโครงการ “น้อนบู้บี้ช่วยพี่หมอ”


ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ชูความสำเร็จของโครงการ “น้อนบู้บี้ช่วยพี่หมอ”
ส่งต่อ PPE 2,000 ชุด ให้บุคลากรด่านหน้าสู้ภัยโควิด-19

กรุงเทพฯ – บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้
แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย เดินหน้าอย่างต่อเนื่องสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ผ่าน โครงการ “น้อนบู้บี้ช่วยพี่หมอ ภารกิจแยกขวดช่วยหมอ แปลงร่าง ขวด PET เป็นชุด PPE Level 2” โดยจับมือพันธมิตรเครือข่ายสังคมลดขยะ “Less Plastic Thailand” สามารถเก็บรวบรวมขวด PET ใช้แล้ว ได้ทั้งสิ้นกว่า 38,000 ขวด แปลงเป็นชุด PPE (Personal Protection Equipment) Level 2 จำนวน 2,000 ชุด ส่งต่อให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าได้เป็นผลสำเร็จ
นางสาวเพียงจิต ศรีประสาธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบรรษัทสัมพันธ์
บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่า “บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ตระหนักถึงความสำคัญด้านความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นด่านหน้าต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 บริษัทฯ จึงส่งมอบความช่วยเหลือให้กับโรงพยาบาลสนามและโรงพยาบาลทั่วประเทศมาโดยตลอด และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ “น้อนบู้บี้ช่วยพี่หมอ ภารกิจแยกขวดช่วยหมอ แปลงร่างขวด PET เป็นชุด PPE Level 2” ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ได้ช่วยเหลือทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ในด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ ‘น้อนบู้บี้ช่วยพี่หมอ’ ถือว่าประสบความสำเร็จในการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกวัน โดยตั้งกล่องรับบริจาคขวดเครื่องดื่ม PET ใส ไม่มีสี ที่ใช้แล้ว จากคอนโดมิเนียม 33 แห่งทั่วกรุงเทพมหานครที่เข้าร่วมโครงการ ได้ขวด PET จำนวนทั้งสิ้น 38,578 ขวด นำไปผลิตเป็นชุด PPE ตามเป้าหมายของโครงการ และที่สำคัญชุด PPE ดังกล่าวสามารถใช้ซ้ำได้ถึง 20 ครั้ง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะติดเชื้อในสถานพยาบาลได้อีกด้วย นอกจากนั้น ทุกๆ ส่วนของบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ได้รับบริจาคมา ยังนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยฝาขวด จำนวน 23,551 ฝา นำไปอัพไซเคิลเป็นกระถางต้นไม้และจานรองแก้ว ส่วนฉลากบรรจุภัณฑ์ จำนวน 23,278 ชิ้น ก็นำไปทำเป็นเชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF ส่วนในด้านสังคม โครงการนี้ได้นำขวดเครื่องดื่ม PET ที่ได้รับบริจาคมาจัดทำเป็นชุด PPE Level 2 ทั้งชนิดสวมปกปิดทั้งตัว (Coverall) และ ชนิดกาวน์ (Isolation Gown) จำนวน 2,000 ชุด เพื่อส่งมอบให้แก่ 10 โรงพยาบาล ที่สำคัญ บริษัทฯ ยังให้ความรู้ผู้บริโภคเกี่ยวกับการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี การจัดการขยะด้วยหลักการ 3R (Reduce-Reuse-Recycle) และความรู้เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์พลาสติก PET ผ่านกิจกรรมสนุกๆ ในรูปแบบออนไลน์ด้วย”
ด้าน นายเมธา เสนทอง ผู้ประสานงาน “โครงการแยกขวดช่วยหมอ” เครือข่ายสังคมลดขยะ “Less Plastic Thailand” กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ขอขอบคุณ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในฐานะเป็นพันธมิตรรายล่าสุดของ ‘โครงการแยกขวดช่วยหมอ’ ครั้งที่ 4 โดยทางบริษัทฯ ร่วมส่งมอบ PPE 2,000 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลที่ต้องการความช่วยเหลือ ทำให้ Less Plastic Thailand บรรลุเป้าหมายในภาพรวมของโครงการในการสนับสนุน ชุด PPE 5,000 ชุด ให้แก่บุคลากรด่านหน้าในพื้นที่เสี่ยง พร้อมกันนี้ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ยังได้ช่วยขยายกลุ่มเป้าหมายของโครงการไปยังผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด ตลอดจนร่วมต่อยอดและให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการคัดแยกขยะและการจัดการขยะด้วยหลักการ 3R (Reduce-Reuse-Recycle) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้ โครงการ “น้อนบู้บี้ช่วยพี่หมอ” เกิดจากแนวคิดที่ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการคัดแยกขยะที่ถูกต้อง ที่จะช่วยให้ขยะแต่ละประเภทได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ขวด PET ใส ไม่มีสี’ ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% นอกจากนี้ การแยกขยะยังส่งผลให้มูลค่าของขยะที่รีไซเคิลได้ ไม่ถูกลดทอนลงไปจากการปนเปื้อนกับขยะประเภทอื่นๆ ด้วย นั่นหมายความว่าหากเราทุกคนเริ่มต้นการแยกขยะอย่างถูกต้อง ขยะก็จะกลายเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่า สามารถกลับมาหมุนเวียนเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้มากขึ้น ช่วยลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ ซึ่งส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“โครงการ ‘น้อนบู้บี้ช่วยพี่หมอ’ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตอกย้ำการนำวิสัยทัศน์ ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Growing for Good) ขององค์กร มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ บริษัทฯ ดำเนินกิจการโดยให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ในโอกาสนี้ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ และขอส่งความห่วงใยไปยังคุณหมอ พยาบาล รวมถึงบุคลากรด่านหน้าทุกท่านที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19” นางสาวเพียงจิต กล่าวทิ้งท้าย






ลิงค์ที่มา